Create a Joomla website with Joomla Templates. These Joomla Themes are reviewed and tested for optimal performance. High Quality, Premium Joomla Templates for Your Site

ความเป็นมาของโครงการ

เส้นทางของน้ำมันเมล็ดชา

เริ่มต้นเมื่อ รศ.ดร.นลิน นิลอุบล สถาบันเทคโนโลยีชีวภาพและวิศวกรรมพันธุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำความกราบบังคมทูล สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเมื่อประมาณเดือนตุลาคม พ.ศ. 2546 เรื่อง ประโยชน์จากเมล็ดชา และเสนอให้มีการส่งเสริมการปลูกชาสายพันธุ์ คามิเลีย โอลิเฟลา (Camellia Oleifera)

จากนั้นสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องชาน้ำมันด้วยพระองค์เอง และได้มีการรับสั่งกับ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนาว่าทรงสนพระทัยในการนำชาน้ำมันมาปลูกใน ประเทศไทย

 

นับเป็นความโชคดีที่ ดร.สุเมธ ตันติ เวชกุล มีภารกิจที่จะเดินทางไปยังเมืองคุณหมิง มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีนในเดือนมิถุนายน 2547 และสืบทราบมาว่ามีโรงงานชาน้ำมันอยู่ในเมืองคุณหมิงด้วย จึงได้ขอเข้าชมโรงงานชาน้ำมันโรงหนึ่งในเมืองคุณหมิง พร้อมทั้งได้ซื้อน้ำมันชากลับมาทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จำนวนหนึ่ง หลังจากนั้นสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีรับสั่งกับ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ว่าได้ทรงนำน้ำมันชาไปประกอบอาหารแล้ว้เป็นน้ำมันที่ดีมาก 

เดือนกันยายน 2547 สำนักราชเลขาธิการมีหนังสือแจ้งถึงมูลนิธิชัยพัฒนาว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชกระแสให้มูลนิธิชัยพัฒนาติดต่อ และทดลองปลูกชา Camellia Oleifera เพื่อผลิตชาน้ำมันจากนั้นสำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา เริ่มดำเนินการสนองพระราชดำริ โดยติดต่อกับสถาบันพฤกษศาสตร์มณฑลยูนนาน เพื่อขอเมล็ดพันธุ์ และต้นอ่อนชาน้ำมันมาทดลองปลูกในประเทศไทย ในเดือนพฤศจิกายน 2547 สถาบันพฤกษศาสตร์มณฑลยูนนาน ส่งเมล็ดพันธุ์ประเภท ดอกสีแดง และสีขาว รวม 10 กิโลกรัม และต้นอ่อนชาน้ำมันประเภท ดอกสีแดง และสีขาว รวม 61 ต้น เพื่อนำมาทดลองปลูกในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือในประเทศไทย โดยมีหน่วยงานที่รับผิดชอบ 3 หน่วยงาน คือ กรมวิชาการเกษตร โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และมหาวิทยาลัยแม้โจ้ จังหวัดเชียงใหม่

หลังจากปลูกชาน้ำมันไประยะหนึ่งก็เริ่มมั่นใจว่าชาน้ำมันที่เดินทางข้ามน้ำข้าม ทะเลมาจากประเทศจีนสามารถเจริญเติบโตได้ดีในภูมิอากาศทางภาคเหนือของประเทศไทย และต้องเริ่มศึกษาเรื่องชาน้ำมันให้ละเอียดขึ้น เพื่อสนองพระราชดำริให้ทดลองปลูกชาน้ำมันในพื้นที่ประมาณ 3,000 ไร่ จากนั้น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทานพระราชานุมัติแต่งตั้ง หม่อมราชวงศ์ ดิศนัดดา ดิศกุล ให้เป็นผู้อำนวยการโครงการศึกษาและพัฒนาการปลูกชาน้ำมันของมูลนิธิชัยพัฒนา

คณะ ตามล่าหาชาน้ำมันเริ่มปฏิบัติการเมื่อเดือนกันยายน 2548 โดยมี ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล เป็นหัวหน้าคณะ พร้อมด้วยข้าราชการและเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วม 9 ท่านเดินทางไปศึกษาชนิดและพันธ์ของชาน้ำมัน วิธีการปลูกชาน้ำมัน ชมแปลงปลูกชาน้ำมันและเยี่ยมโรงงานผลิตชาน้ำมันในเมืองคุณหมิง และหนานหนิง

เดือนตุลาคม 2548 สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนาเชิญคณะผู้เชี่ยวชาญด้านชาน้ำมันจากสถาบันวิจัย ป่าไม้กวางสี (Guangxi Forestry Research Institute) มณฑลกวางสี สาธารณรัฐประชาชนจีน จำนวน 4 ท่าน เดินทางมาประเทศไทยเพื่อถ่ายทอดความรู้ และศึกษาพื้นที่และสภาพภูมิประเทศในภาคเหนือของประเทศไทย รวมทั้งแนะนำสายพันธุ์ใหม่ของชาน้ำมัน ซึ่งให้ผลผลิตน้ำมันมากกว่าพันธุ์ดั้งเดิม โดยจัดให้คณะผู้เชี่ยวชาญชาวจีนได้ศึกษาดูงานและร่วมประชุมกับคณะทำงาน โครงการชาน้ำมันที่โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย

เดือนพฤศจิกายน 2548 คณะทำงานฝ่ายไทยจำนวน 7 ท่าน ได้เดินทางไปสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นครั้งที่ 2 เพื่อศึกษาเพิ่มเติม และจัดหาเมล็ดพร้อมต้นอ่อนชาน้ำมันพันธ์ดีที่เหมาะสมกับภูมิอากาศในประเทศ ไทย โดยคณะทำงานได้นำเมล็ดพันธ์ประมาณ 200 กิโลกรัม รวมทั้งต้นอ่อนประมาณ 200,000 ต้น จากเมืองหูหนาน เพื่อดำเนินการทดลองปลูกและขยายพันธุ์ชาน้ำมันในพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย และพื้นที่ใกล้เคียง จำนวน 3,000 ไร่

เมื่อ วันที่ 27-28 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานโครงการศึกษาและพัฒนา ชาน้ำมันของมูลนิธิชัยพัฒนา ที่โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย โดยมีเอกอัครราชฑูตประจำประเทศไทย รองอธิบดีกรมป่าไม้มณฑลกวางสี และคณะร่วมรับเสด็จฯ และน้อมเกล้าฯ ถวายเมล็ดพันธุ์ 2,500 กิโลกรัม รวมทั้งต้นกล้าชาน้ำมัน 40,000 ต้น จากเมืองกวางสีเพื่อนำมาเพาะปลูกและขยายพันธ์ในโครงการฯ ต่อไป

โครงการศึกษาและพัฒนาการปลูกชาน้ำมันของมูลนิธิชัยพัฒนา เป็นโครงการที่ดำเนินงานสนองพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยมีวัตถุประสงค์ในการปลูกชาน้ำมันเพื่อแก้ไขปัญหาป่าเสื่อมโทรมและสร้าง รายได้เพี่อแก้ไขความยากจนโดยจ้างปลูกและดูแลในระยะเริ่มต้น เก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเพิ่มมูลค่าในระยะยาว อีกทั้ง เป็นการป้องกันการกัดเซาะพังทลายของหน้าดินบริเวณเชิงเขาได้เป็น อย่างดี และในอนาคตเมื่อโครงการดังกล่าวแล้วเสร็จจะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สวย งามได้อีกทางหนึ่งด้วย และราษฏรสามารถใช้ประโยชน์จากป่าในลักษณะเกื้อกูลกันอย่างยั่งยืน หลังจากนั้นจึงมีพระราชดำริให้จัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาชาน้ำมันและพืชน้ำมัน เพื่อเป็นโรงงานหีบน้ำมันจากเมล็ดชาและพืชน้ำมันอื่นๆ และยังเป็นสถานที่วิจัยและพัฒนาเกี่ยวกับพืชน้ำมันที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายไม่ว่าจะเป็นน้ำมันจากเมล็ดชา ทานตะวัน มะรุม และพืชน้ำมันอื่นๆ โดยมีเป้าหมายที่ต้องการจะให้องค์ความรู้ที่ได้จากงานวิจัยรวมถึงผลิตภัณฑ์น้ำมันชนิดต่างๆ ได้รับการเผยแพร่ให้เป็นที่รับรู้แก่ประชาชนทั่วไป จากแนวพระราชดำริดังกล่าว สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา จึงได้จัดสร้างศูนย์วิจัยและพัฒนาชาน้ำมันและพืชน้ำมันขึ้นบนเนื้อที่กว่า 150 ไร่ ตั้งอยู่บนถนนพหลโยธิน อ.แม่สาย จ.เชียงราย

ศูนย์วิจัยและพัฒนาชาน้ำมันและพืชน้ำมันได้เริ่มดำเนินการอย่างเป็นทางการเมื่อต้นปี พ.ศ. 2554 ได้ทำการวิจัยและพัฒนาในการนำน้ำมันจากเมล็ดชาไปใช้ประโยชน์ในผลิตภัณฑ์ชนิดอื่นๆ ซึ่งทางศูนย์ฯ ก็ประสบความสำเร็จในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ขึ้นไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์สบู่ ซึ่งผลิตใหม่ดังกล่าวก็ได้รับการตอบรับเป็นอบย่างดีจากลูกค้าประจำ และลูกค้าผู้เข้ามาเยี่ยมชมศูนย์ นอกจากนี้ศูนย์ฯ ยังจัดให้มีบริการอื่นอีกเช่น สวนพักผ่อน ร้านอาหาร ร้านขายสินค้า ลานนิทรรศการ และลานกิจกรรมให้ความรู้แก่ผู้มาเยี่ยมชมเกี่ยวกับการผลิตน้ำมันชาและพืชน้ำมันในหลายๆ โอกาส

ภาพ: ต้นชาสายพันธุ์ คามิเลีย โอลิเฟลา (Camellia Oleifera) ที่นำต้นพันธุ์มาจากประเทศจีนและนำมาทดลองปลูกในพื้นที่ดอยผาหมี อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

แนวทางพระราชดำริ

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชดำริให้สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา ดำเนินการศึกษา และทดลองปลูกชาน้ำมัน จากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน และพืชน้ำมันอื่นๆ และได้พระราชทานพระราชานุมัติแต่งตั้ง หม่อมราชวงศ์ ดิศนัดดา ดิศกุล ให้เป็นผู้อำนวยการโครงการศึกษาและพัฒนาการปลูกชาน้ำมัน และพืชน้ำมันอื่นๆ ของมูลนิธิชัยพัฒนา ตั้งแต่ปี 2548 ต้นชาน้ำมันที่ทดลองปลูกในพื้นที่เขตเชียงราย และเชียงใหม่ มีการเจริญเติบโตดี ติดผลในปีที่ 3-4 และพบว่ามีปริมาณน้ำมันในเมล็ดชาที่ปลูกในประเทศไทย สูงถึงร้อยละ 30-35

จากนั้น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชดำริให้จัดตั้ง “ศูนย์วิจัยและพัฒนาชาน้ำมันและพืชน้ำมันอื่นๆ ” เพื่อเป็นโรงงานผลิตน้ำมันชา และพืชน้ำมันอื่นๆ  ซึ่งโรงงานนี้จะผลิตน้ำมันคุณภาพสูงสำหรับการบริโภค เครื่องสำอาง และยารักษาโรค นอกจากนั้นยังมีส่วนผลิต ผลิตภัณฑ์จากกากวัตถุดิบที่เหลือ  เพื่อใช้ประโยชน์สูงสุดจากทุกส่วนของพืชนั้นๆ และมีพระราชดำริให้โรงงานชาน้ำมันเป็นโรงงานต้นแบบ สามารถเข้าชมได้ทุกจุดของโรงงาน มีขั้นตอนที่เข้าใจง่าย สะอาด มีการคำนึงถึงระบบสิ่งแวดล้อมแบบธรรมชาติ  มีระบบควบคุมการใช้พลังงาน ให้โรงงานเป็นโรงงานที่มีรูปแบบทันสมัย สวยงามและมีสีสัน ด้านนอกทำเป็นส่วนพักผ่อนสาธารณะ เป็นจุดท่องเที่ยวที่สวยงาม และได้ความรู้เกี่ยวกับพืชน้ำมัน

แนวทางการดำเนินงาน

ศูนย์วิจัยและพัฒนาชาน้ำมันและพืชน้ำมันอื่นๆ จะเริ่มเปิดดำเนินการในเดือนกุมภาพันธ์ 2554 โดยในระยะแรกภายในเดือนเมษายน 2554 เริ่มทดลองและผลิตชาน้ำมันจากผลผลิตเมล็ดชาน้ำมัน ที่ปลูกในโครงการศึกษา และพัฒนาการปลูกชาน้ำมัน และพืชน้ำมันอื่นๆ ของมูลนิธิชัยพัฒนา จังหวัดเชียงราย และในช่วงเดือนที่ไม่มีผลผลิตชาน้ำมัน (เดือนเมษายน – เดือนพฤศจิกายน) จะทำผลิตน้ำมันจากงาม้อน เมล็ดไนเจอร์ และมะรุม
นอกจากนี้ จะได้เปิดร้านจำหน่ายอาหารที่ใช้น้ำมันชา และผลผลิตด้านการเกษตรจากโครงการของมูลนิธิชัยพัฒนาในการประกอบอาหารและจัด ทำร้านขายของที่ระลึกจำหน่ายสินค้าโครงการ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เพื่อการบริโภค เช่น น้ำมันชา น้ำมันทานตะวัน น้ำมันงา และผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่าอื่นๆ เช่น เครื่องสำอาง  และ น้ำสลัด เป็นต้น